satthar's profileSTORY ON THE WALLPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
เรื่องทั่วๆไป(1)
ผมดื่มเบียร์ฉลองปีใหม่ร่วมกับเพื่อนฝูง เวลาผ่านไปเร็วจนใจหาย บางครั้งผมก็หายใจไม่ทัน เพราะเวลาผ่านไปเร็วจนเกินไป ปีนี้ เพื่อนหลายๆคนเรียนจบ บางคนทำงานมีเงินเดือนแล้ว บางคนยังเมาสะเปะสะปะ ดูดบุหรี่พี้กัญชากันเหมือนเคย ผมเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนสนิท มีแต่พวกสนิทรู้ใจ แต่ไม่ใช่คนสนิท เพื่อนที่ว่าเขาไม่ได้กินข้าวด้วยกัน อยู่ห้องเดียวกันกับผม แต่ เมื่อเจอหน้ากัน เรามองทะลุผ่านแววตาลงไปที่หัวใจของกันและกันได้
"มึงดูเย็นๆนะ ช่วงนี้ ท่าทางจะหนาว" เพื่อนสนิทผู้ไม่สนิทคนนี้พูดกับผม หลังจากที่ไม่เจอกันนาน ไม่รู้มันรู้ได้ไง แต่ตีความกันอย่างเข้าใจทั้งคู่ ว่าความหนาวที่ว่าคงไม่ใช่อุณหภูมิอากาศภายนอก แต่เป็นอุณหภูมิอากาศภายในใจ
(2) กลับมาที่คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เวลาตีสามกว่าๆของวันที่ 1 มกราคม 2552 เพื่อนคนหนึ่งยื่นกัญชาให้ผม แล้วบอกว่า "มึง ลองหน่อย แล้วมึงจะเขียนหนังสือดีขึ้น" พนันได้ล้านเปอร์เซน ว่าหมอนี่ ไม่เคยอ่านหนังสือผม แม้แต่คำเดียว เพราะผมไม่เห็นมันเคยอ่านอะไรมาก่อน สิ่งเดียวที่ผมชอบในตัวเพื่อนคนนี้ คือ มันนึกคำด่าได้เฮฮาปาร์ตี้ที่สุดคนหนึ่ง "ลอง หน่อยปอนด์ แล้วมึงจะเขียนหนังสือดีขึ้น" หมอนั่นพูดซ้ำๆ รบเร้าผม "มึงลองอยู่อย่าง...." หมอนี่พรรณาชื่อนักเขียนคนอื่นๆ ที่ดูดกัญชาแล้วเขียนหนังสือดี เดาได้อีกรอบว่าหมอนี่ก็ไม่เคยอ่าน หนังสือของนักเขียนที่ว่านั่นหรอก ผมส่ายหน้า
มีอยู่สองสิ่งที่ท่ามกลางเพื่อนฝูงทำกันทั้งหมด แต่ผมไม่ทำ คือ เล่นเกมส์ กับพี้ยา ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ผมไม่อยากติดเกมส์ ผมไม่อยากติดยา
คนอื่นอาจคิดว่าผมทำมันเหมือนๆกับทุกคน แต่ผมไม่เคยทำ และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่
ผมว่า ผมเขียนหนังสือดีขึ้นได้แน่ ไม่ต้องพึ่งกัญชา ฉันก็มีปัญญา มีจิตนาการ พอที่จะสร้างงานได้เรื่อยๆอยู่นะ คิดว่า งั้น
พี้ยาต่อไปเถอะเพื่อน ฉันต้องไปทำงานต่อแล้ว
..
วันเปลี่ยนไป (แด่เธอ ผู้แสนห่าง)สังคมมันเปลี่ยนฉัน เปลี่ยนเธอได้จริงๆ
เมื่อใครบางคนบนฟ้า จับเราทั้งคู่ ถูกจับแยกออก เดินบนถนนคนละเส้น
สิ่งแวดล้อมคนละอย่าง กินอาหารคนละอย่าง อ่านหนังสือคนละเล่ม
ให้ไปพบเจอใครหลายๆคน ผ่านมาผ่านไป
ชีวิตเราทั้งคู่คงเปลี่ยนไป
รู้สึกได้บ้างใหม
วันที่มันจะชัดเจน
อาจจะเป็นวันที่เราได้นั่งร่วมโต๊ะกันอีกครั้ง
แต่เกรงว่า
วันนั้นอาจจะไม่มีอีกแล้ว
หากวันนั้นมีอยู่จริง
อาจจะเหลือฉันที่เธอรู้จักแค่ร่างกาย วิญญาณฉันอาจเปลี่ยนไป
และฉันอาจจะรู้จักเธอคนเดิมแค่ร่างกายเช่นกัน
วันนี้ วันไหนก็ตาม
ฉันตระหนัก แล้ว
ว่าคนเราไม่อาจจะพูดในทุกสิ่งที่คิดได้
หากวันไหน เธอตั้งคำถามใดๆกับฉัน
หากฉันไม่ตอบเธอ
นั่นไม่ได้แปลว่าฉัน หยิ่ง หรือไม่ใส่ใจ
ฉันอาจตอบออกไปว่าไม่รู้
แต่ฉันรู้
แต่ถึงอย่างไร
ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดี
สังคมจะเปลี่ยนฉันไปเป็นอะไรอีก
นักวาดการ์ตูน ผู้กำกับ นักเขียน
ครู เว็บมาสเตอร์ คนสวน ห่าเหวอะไรทั้งหลายแหล่
ครึ่งหนึ่ง ฉันรอให้วันเวลาที่เหลือนั้นพาฉันไป เปลี่ยนฉันไปเป็นอะไรก็ได้
อีกครึ่งหนึ่ง ฉันพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น ว่าฉันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
โปรดจดจำถ้อยคำ
ที่ยังเหลือเลือนลางในความทรงจำเกี่ยวกับฉันไว้ให้ดี
จนกว่าที่ฉัน
จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ไปสู่เรื่องอื่นๆช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสทำงานในรูปแบบอื่นๆที่ไม่เคยทำมาก่อน(นอกจากเขียนการ์ตูนให้ชาวบ้านอ่าน)
มีไปทำเอนิเมชั่น กำกับมิวสิควีดีโอ ออกแบบกราฟิก เขียนหนังสือ(ที่ไม่รู้จะได้วางแผงเมื่อไหร่) ทำหนังสั้น
และหวังว่าความขี้เล่นอยากทำนู่นทำนี่เต็มไปหมด คงไม่หมดลงดื้อๆซะก่อน (ก็คนมันหลายใจ) ได้ทำหลายอย่างก็ยิ่งสนุก
ยิ่งคึก และยิ่งไม่มี(เวลา)
เพื่อนหลายๆคนจึงไม่ค่อยกล้าชวนไปไหนมาไหน เพราะรู้ว่า ไอ้เหี้ยนี่คงจำศีลอยู่ห้อง ทำงานงกๆ ของมันเหมือนเคย
จึงมีกรอบมากั้นระหว่างผม กับสังคมกลุ่มพวกพ้องของที่นี่(มหาวิทยาลัย) แต่อย่างไรก็ตาม การทำตามเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้
ก็ยังต้องดำเนินต่อไป ถือว่าได้อย่างเสียอย่างไป เราอาจไม่มีเวลาไปจีบหญิงตัวเป็นๆ ที่ไหน อาจไม่มีเวลาไปผับ ไปบาร์ ร้านนมแถวๆนี้
แต่ชีวิตด้านเอนเตอร์เทน ไม่ได้หายไปซะทั้งหมดทีเดียว เมื่อกลับโคราช เมื่อกลับกรุงเทพ
ขวดเบียร์มากมายวางรอเราอยู่ที่หอเพื่อนบางคน ตั๋วหนังสองใบรอเราอยู่เสมอที่ลิโด้ และเฮาส์ซีนีมา
ซึ่งการออกไป(จากบางแสน) หรือการกลับบ้าน เป็นอะไรที่โคตรเปิดหูเปิดตา เหมือนกับเราจำศีลอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม
ตลกดี ไอ้สิ่งที่โคราชไม่เคยมี กลับไปก็มีกะเค้าด้วย
กรุงเทพ ก็มีอะไรมากมายให้ดูไปหมด แต่ติดที่วุ่นวาย
ปราบดา เคยเขียนไว้ว่า " คนที่ฝากหัวใจ ไว้ต่างที่ อาจไม่จะเป็นต้องมีบ้านก็ได้ เพราะเมื่อไปในที่อื่นๆ ทุกที่ก็อบอุ่นเหมือนบ้านได้ "
หากที่ๆนั้นมีเพื่อน มีคนรู้ใจ
สำหรับผม มหาวิทยาลัย หอพัก คณะ ถูกจัดเป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ที่พอทนอยู่กับมันได้
เมื่อหมดภาระหน้าที่บางอย่าง ผมก็เดินออกจากห้อง เพื่อเดินทางกลับบ้าน อาจจะเพราะเรารู้สึกว่าหัวใจเราไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว
หรือ ไม่ก็เพราะการที่ไม่พบเจอ คนที่คล้ายๆเราในแถบนี้ (และอาจจะเพราะปิดตัวเองมากไป มัวแต่บ้าทำงานในห้องอยู่นั่น)
จะเพราะอะไรก็แล้วแต่
ผมยอมเสียบางส่วน ยอมให้เพื่อนที่นี่งอนได้ง่ายๆ
เพื่อเวลาในการทำงานบ้าๆ เหล่านั้นแหล่ะ
และเวลาที่ผมหลบมาบ้าคนเดียว
มันก็ได้ผลงานอย่างที่ตั้งเป้าไว้ได้จริงๆ
เอาล่ะ
อีกไม่นานจะได้กลับบ้านแล้ว
ไปที่ๆจะนำเราไปสู่เรื่องอื่นๆต่อไป
ความจริงวันนี้(ไม่สวมเสื้อแดง)คำถามที่ได้เจอบ่อยคือ หนังสือเล่มต่อไปเมื่อไหร่จะออก?
เลิกเขียนการ์ตูนแล้วหรือ? เพลงใหม่เมื่อไหร่จะได้ฟัง?
ว่ากันตามตรง ผมหมดกำลังใจในการวาดการ์ตูน เนื่องจากสำนักพิมพ์จัดทำรูปเล่มออกมาในแบบที่ผมไม่ชอบ
เมื่อผลงานที่เราตั้งใจทำ ถูกนายทุนบีบให้ออกมาในลักษณะอื่น ที่คาดว่า(เขา)น่าจะชอบเพียงคนเดียว แล้วผมก็ต้องขอหยุด ขอเลิกรากันไป
เมื่อมีกำลังใจอีกเมื่อไหร่ค่อยกลับมาเขียนใหม่ แต่คาดว่าคงอีกนานพอตัว
ความกระหายที่จะโด่งดังจากวงการงานเขียนการ์ตูนหายไปจากความรู้สึกผม
ตอนนี้ผมเขียนหนังสือ(บทความ และนิยาย)อยู่ ร่วมกับเพื่อนคนหนึ่ง ที่ชัวร์ว่าได้พิมพ์แน่นอน แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เพราะต้นฉบับยังค้างๆคาๆ
ช่วงหลังๆผมมักจะเสพงานมากกว่าสร้างงานซะอีก
ผมสนใจเรื่องของวรรณกรรมแนวหม่นๆของ ฮารูกิ มูราคามิ
สนใจผลงานของผู้กำกับ คิม คิด๊อค ของเกาหลี
ผมดูหนังเป็นบ้าเป็นหลัง และที่แน่ๆคือดูคนเดียว
มีเพื่อนหลายๆคนที่เข้ามา และทำท่าคล้ายๆกับว่าเราชอบพอในสิ่งเดียวกัน แต่มองให้ลึกลงไปจริงๆ เราต่างกันมากๆ
ผมมักระรับมือกับเรื่องหม่นๆได้ไม่ยาก และชอบจมอยู่กับมันซะด้วย ในขณะที่พวกเขาเหล่านั้น สงสารรูปแบบใช้ชีวิตของผม
อยากพาผมไปใช้ชีวิตในมุมสดใสๆ ร้องคาราโอเกะ เต้นรำ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวผมเลยซักนิด แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายมันยังไง
เมื่อความเหงาและหม่นถูกส่งผ่านงานเขียนเหล่านั้น แน่นอนว่าผมอาจจะดูน่าสงสาร เขียนแต่อะไรเหงาๆเศร้าๆ หม่นๆ
แต่มันคือสไตล์ไปแล้ว จะให้เราออกมายิ้มเริงร่า อาจจะได้เพียงยิ้มแหยๆที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ หากให้เราร้องไห้ เราจะร้องได้ไพเราะกว่า
แต่ยังคงจัดว่ามีความสุขดี ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าแต่อย่างใด
เขาออกเดินทางชายคนหนึ่งสมรสกับความว่างเปล่า
เขาหลงรักความว่างเปล่าหัวปักหัวปำ โดยความเชื่อว่าโลกนี้มันวุ่นวายเกินไป อยากอยู่เงียบๆคนเดียวบ้าง เขาอยากอยู่กับความว่างเปล่า
วันหนึ่งเขาเริ่มทนไม่ไหวกับชีวิตที่ว่างเปล่า เขาจึงละทิ้งความว่างเปล่าที่เขารัก ออกไปตามหาจุดหมายซักที่ เขาไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร
เขาลืมชื่อมันไปแล้ว ว่ามันเรียกว่าอะไร เขาเคยเรียกมันว่าอะไร
เขาเริ่มออกเดินทาง ระหว่างเดินทาง เขาพบกับหญิงสาวมากมายที่เข้ามาคอยบรนนิบัติเขาให้คลายทุกข์ลงชั่วครู่ชั่วคราว
เขาถามหญิงสาวเหล่านั้นว่า จุดหมายหรือสิ่งที่เขาควรตามหานั้นคืออะไร
หญิงสาวเหล่านั้นไม่สามารถตอบเขาได้ บางคนเบือนหน้าหนี พวกเธอทำเหมือนไม่รู้จักมัน หรือเธอหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
ชายนั้นเดินทางไปเรื่อยๆ ข้ามเขา ข้ามทะเล เพื่อตามหาสิ่งนั้น
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งคุยกับพระจันทร์ จู่ๆพระจันทร์ก็ถามเขาขึ้นมาว่า
"เจ้าเป็นชายหนุ่มที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่ง ข้ามองดูเจ้ามาเกือบทั้งชีวิต จนถึงสิ่งที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้ ข้าสงสารเจ้าเหลือเกิน"
เขาถาม "ทำไม ข้าถึงน่าสงสาร"
พระจันทร์ตอบว่า
"ครั้งหนึ่งเจ้าเคยเดินทางไปยังดินแดนทางเหนือ เพื่อเอาหัวใจไปแช่แข็งไว้"
"หัวใจ ของผมหรือ นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังตามหาใช่มั้ย" ชายหนุ่มเร่งถามอย่างกระวนกระวาย
"ที่เจ้ากำลังตามหา เรียกว่าความรัก
แต่ก่อนที่จะมีความรัก เจ้าต้องมีหัวใจซะก่อน เจ้าต้องไปเอาหัวใจกลับคืนมา"
"แล้วทำไมผมถึงเอาหัวใจไปแช่แข็งไว้ล่ะ ผมจำอะไรไม่ได้เลย"
"เพราะว่าเจ้า เจ็บปวด น่ะสิ ครั้งหนึ่งเจ้าเคยมีความรัก แต่วันหนึ่งความรักทำร้ายเจ้า เจ้าทนความเจ็บปวดไม่ไหว จึงต้องเอาหัวใจไปแช่แข็งไว้"
"แล้วถ้าผมไปเอาหัวใจกลับมาแล้ว ผมก็ต้องพบกับความเจ็บปวดอีกครั้งใช่มั้ย" เขาถาม
"ใช่ ตราบใดที่เจ้ามีชีวิต เจ้าก็ไม่มีทางหนีความเจ็บปวดได้หรอก และถ้าหากว่าเจ้าอยากจะได้สิ่งที่เจ้าตามหาที่เรียกว่าความรัก เจ้าก็ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ความเจ็บปวด
แล้วเจ้าจะรู้รสชาตของความรักที่แท้จริงว่ามันหวานหอม เพียงใด เจ้าไม่มีทางหนีมันพ้น มันเป็นของคู่กันมาตั้งแต่ทุกสิ่งถูกกำหนดขึ้นมาแล้ว "
เขาครุ่นคิด เขาอยากรู้จักความรักที่แท้จริง
เขาอยากจะอดทนได้เหมือนคนอื่นๆที่มีความรัก ถ้าคนอื่นๆทนได้ ทำไมเขาจะทนไม่ได้
นั่นคือสิ่งที่เขาตามหา
เช้าวันรุ่งขึ้น พระอาทิตย์ขึ้นแทนที่พระจันทร์
เขาเดืนทางไปเอาหัวใจกลับคืน
สิ่งที่เขาคิดในใจหลังจากได้หัวใจกลับคืนมาอีกครั้ง
คือการตามหาสิ่งที่เรียกว่า
"ความรัก"
เขาเหมือนคนที่เกิดใหม่อีกครั้ง
ระหว่างทาง เขาเที่ยวถามทุกคนที่เขาเจอหน้าว่า
"รู้จักความรักบ้างมั้ย"
คำบางคำวันนี้ผมรู้สึกเหมือนโดนเหยียบจมดิน สิ้นท่า
โดยคนที่ผมรัก
ด้ายบางๆที่เคยผูกอดีตที่สวยงามถูกตัดขาด สะบั้น
ออกจะฟังดูสลดไม่ใช่เล่น
ไม่มีอะไรสวยงาม ไม่มีคำใดจะหามาอธิบายความรู้สึกได้
หากคุณเคยโดนกดทับด้วยอะไรบางอย่างที่หนักอึ๊ง นั่นแหล่ะ
ผมเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อใช้คำ และให้คำเหล่านั้นแทนความรู้สึกคน
โดยเฉพาะนักเขียน อย่างเราๆ เราไม่โทษคำ เราควรขอบคุณมันซะมากกว่า
แม้แต่คำพูดแย่ๆของคน ที่เหมือนแผลที่กัดกร่อนเข้าไปในใจ ก็สามารถนำมาเป็นพลัง
เพื่อสร้างงานศิลปะ เพื่อสร้างความบันเทิงใจ ให้ผู้เสพงานได้ความรู้สึกประทับใจ
จากความข่มขื่นของเราได้เช่นกัน
แต่ยังไงก็ตาม จงรับมันให้ได้
"อยู่กับมันให้ได้"
พ่อสอนผมเสมอมา คำของพ่อทำให้ผมมีชีวิตต่อได้เสมอๆ
ผมรักพ่อครับ
ตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงผม : ทำไมมึงทำแบบนี้ล่ะ แบบนี้มันตัดเพื่อนกันเลยนะเว้ย ถึงมันจะเป็นคนแบบนั้นก็เถอะ มันก็เป็นเพื่อนเรานะ
นี่มึงกะจะไม่คุยกับมันตลอดไปเลยรึไง
G: กูอยากสอนให้มันรู้ว่าสิ่งที่มันทำแย่ๆทำตัวมันเอง กับพ่อแม่ของมัน เป็นสิ่งที่เสีย แน่นอนมันรู้ว่าสิ่งที่มันทำไช่สิ่งที่ดี
ดังนั้นกูให้มันสัญญากับกูว่า ถ้ามันยังทำตัวแบบนี้อีก กูจะไม่คุยกับมันตลอดไป
จนกว่าถึงถึงวันที่มันเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบที่มันสัญญากับกูได้ กูจะกลับมาคุยกับมัน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากูไม่รักมัน เป็นห่วงมัน ตัดขาดกัน เพียงแต่ กูไม่อยากเห็นมันเจ็บแบบนี้อีกด้วย
ผม : ทำไม?
G: มึงรู้มั้ย ถ้ามันทำตัวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนที่รักมัน ก็ต้องพลอยตีตัวห่างออกจากมันไป ทีละคนสองคนอยู่ดี
คือพูดง่ายๆ นิสัยแบบนี้ ทำให้เสียเพื่อน และกูจะเป็นเพื่อนคนแรกที่มันเสีย
คือ กูยอมเป็นตัวอย่างให้มันเห็นว่า ถ้ามันยังทำตัวแบบนี้ต่อไป ไม่ช้านาน ก็ต้องเสียคนที่มันรัก ไปอีก
ผม: มึงยอมเป็นตัวอย่าง..
G: ใช่ มึงอาจจะไม่ชอบวิธีการของกู แต่กูต้องทำแบบนี้
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวที่ผ่านมา ทำให้เพื่อนผู้หญิงของเราคนนั้นเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่มาก หรือแทบไม่เปลี่ยนไปเลย
เมื่อผมคุยกับเพื่อนผู้หญิงคนนั้น เธอแทบร้องไห้ กับเพื่อนชื่อ G สัญญาที่เธอยังทำมันไม่ได้ เป็นเครื่องตอกย้ำตัวเธอว่าต้องดีกว่านี้ ต้องดีกว่านี้
เป็นปมในใจเธอมาตลอด มันตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามีสิ่งที่เธอต้องทำ
ผมเอาใจช่วยเธอ
ทุกวันนี้ สองคนนี้เค้ายังไม่คุยกัน
ในตอนแรกผมไม่ชอบวิธีการของ G แต่ ยอมรับกันตรงๆว่า ตอนนี้ผมเอาวิธีการของG มาใช้กับคนอื่นเหมือนกัน
คนแบบผมและ G มีเยอะก็ไม่ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้
คนที่อยากให้คน "เปลี่ยนแปลง"
แต่ลึกๆเราทั้งคู่ไม่ได้เปลี่ยนไป
นักเขียน.. แล้วไงในที่สุดฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียน หนังสือเล่มแรกในชีวิตวางแผงแล้ว
นวนิยายสไตล์คอมมิค A Nightly Dream
-แต่ฉันไม่ได้โด่งดังอะไรหรอกนะ เป็นนักเขียนใช่ว่า จะไม่ต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา
ฉันก็ยังเหมือนเดิม เหมือนเดิม อาจจะต่างจากเดิมนิดหน่อย คือ ฉันไม่มีคนเดินร่วมทางเหมือนก่อน..
ถึงแม้จะได้ออกสื่อต่างๆมากกว่าเดิม ได้ลงหนังสือ แล้วไง.....
หลายคนปลาบปลื้มในตัวเรา ส่งเมลล์มาหา เอาหนังสือมาให้เซ็น
"พี่นี่เจ๋งจริงๆ .... โคตรเจ๋งเลย....
(ฉันอยากตะโกนใส่บ้องหูพวกแกดังๆ ว่า "กูไม่ได้เจ๋งอะไรขนาดนั้น คนที่เจ๋งเป้งขนาดนั้น ต้องกินข้าวคนเดียวในทุกๆมื้อแบบฉันรึยังไง!!! ....แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นว่ะ)
-ฉันก็ยัง ผิด หวัง เท่าเดิม เสียใจเท่าเดิม ร้องเพลงได้ห่วยเหมือนเดิม ไม่ได้เข้มแข็งขึ้น หรือว่าอ่อนแอลง
มันก็ยังเหมือนเดิม ใครว่านักเขียน เป็นผู้ไม่ทุรนทุรายต่อโลกมากนัก จัดการกับชีวิตได้ดี ฉันก็ยังตื่นสาย ทุรนทุรายเหมือนเดิม และยังจัดการหลายๆอย่างได้แย่เหมือนเดิม
"ถ้านายอยากมีใครซักคนดูแล นายต้องเริ่มจากดูแลตัวเองก่อน"
ขอบคุณเพื่อนเจี๊ยบ สำหรับคำนี้
ขอบคุณ
ไม่ต้องห่วง ฉันจะเริ่มดูแลตัวเอง ให้มากกว่าเดิม
แม่ครับ หวังว่าแม่คงรอได้ อีกไม่นานหรอก
สีปอนด์ 18/06/08
บุญๆทานๆการทำบุญทำทานคือสิ่งที่ดี ผู้ที่ให้บุญย่อมถูกตราว่าเป็นคนดีไปโดยปริยาย
การทำบุญในช่วงเทศกาลก็เป็นความน่ารักของคนดีๆ ทั้งหลายที่ออกมาร่วมป่าวประกาศว่าที่ทำนี่คือสิ่งที่ดี
...
แต่ด้วยความเป็นคนที่คิดมากเกินเหตุ ผมดันไปมองทะลุถึงการได้และการรับ และผลหลังจากบุญนั้น
ผมเชื่อว่ามีคนเฒ่า คนแก่ไม่น้อยที่เร่งทำบุญกันปาวๆ เพื่อให้ตัวเองได้ไปสวรรค์ในวันสิ้นลม
คนเหล่านั้นพร่ำสอนคนรุ่นหลังๆต่อๆมาว่าทำบุญให้มากๆ พอตายแล้วจะได้ไปสวรรค์....
จะเรียกว่าคนเราทำบุญหวังผลกันทั้งนั้นจะหยาบคายไปมั้ย แต่ผมเองก็เชื่อว่ามีอีกหลายคน
ที่ทำบุญโดยไม่ยึดว่านั่นคือบุญ และมีความคิดว่าตายไปก็คงได้ลงนรกก่อนสวรรค์อยู่แล้ว จะตามกระแสไปทำไม
....
อ่านมาถึงบรรทัดนี้อย่างมึงมองว่าผมเลวนะครับ ผมแค่คิดมากไป
แค่คิดว่าถึงวันๆ นึง อยากทำบุญโดยไม่รู้ตัวบ้าง (ที่ไม่คิดว่านั่นคือบุญ)
และไม่ต้องคิดกังวลว่าจะตกนรก หรือ ขึ้นสวรรค์
การทำบุญแบบไม่รู้ตัวสำหรับผมคือการบริจาคอะไรซักอย่าง ที่อาจไม่ใช่เงิน เช่นเสื้อผ้าเก่าๆ หนังสือที่อ่านจบแล้วให้รุ่นน้อง หรือ
แบ่งอาหารให้คนที่ไม่มีอันจะกิน
(ซึ่ง ถ้าได้เห็นหน้าคนรับยิ้มแย้มพออกพอใจ คงจะมีความสุขดีไม่น้อย และคิดว่าสบายใจยิ่งกว่าการทำบุญกับพระ)(ส่วนตัว)
เพราะพระไม่เคยยิ้มเลย เวลา บริจาคทรัพย์ (ส่วนตัวจริงๆๆๆๆ)
ไม่ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ไม่ต้องรอวันเทศกาล ไม่ต้องโอนเงิน เซ็นเอกสาร
และอีกแง่นึง ผมว่า บุคคลที่ทำงานเพื่อสร้างสรรค์ความคิดความอ่านของคนในสังคมฟรีๆ ให้หันมาใส่ใจสังคม ครอบครัว
นั่นก็คือบุญโดยไม่ตั้งใจที่น่าเอาเยี่ยงอย่างมาก
(เคยได้ยินคำสอนลอยแผ่วๆมาว่า สวรรค์ อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ) ดังนั้นคงไม่ผิดถ้าตายไปแล้วผมจะคิดว่าผมจะไม่มีทั้งนรก หรือ สวรรค์
เพราะอกและใจ คงมอดไหม้ กลายเป็นขี้เถ้าไปหมดแล้ว แล้วสวรรค์ นรก จะอยู่ที่ไหน (ที่แน่ๆถึงวันนั้นผมคงไม่ออกตามหาทั้งสองที่นี้แน่)
ว่าแล้วจะรออะไร บุญโดยไม่ตั้งใจ ทำได้ถมไป ง่ายๆ ไปต้องไปวัด ไปโบสถ์ สวดนู้นสวดนี่
ไม่ต้องกลัวจะตกนรกถ้าไม่ทำบุญในวันปีใหม่ หรือวันเกิด (ทำบุญเช้า เย็นดื่มเหล้า มีประโยชน์อะไร ว่าแต่มันหักล้างกันได้หรือ)
ทำเลย และสิ่งสำคัญที่สุด คือการหวังผลตอบแทน ที่ควรหวังว่าไม่หวังอะไรนอกจากความสบายใจจริงๆของตัวเอง
ไม่มีทั้งนรก และสวรรค์
จะกลัวอะไร ก็ตายเหมือนกันแหล่ะ
จะมัวแบ่งชนชั้นกันทำไมว่าใครอยู่ต่ำ อยู่สูง
ลองให้ เพราะอยากให้เค้าดู ให้คนที่ขาด ไม่ใช่คนที่มี
เติมในส่วนที่ยังไม่เต็มกันบ้างเถอะ
ปล. หวังว่าคงไม่ใช่คนเลวที่พิมพ์ออกมาแบบนี้
|
|
|