![]() |
|
Spaces home STORY ON THE WALLPhotosProfileFriends | ![]() |
คำบางคำวันนี้ผมรู้สึกเหมือนโดนเหยียบจมดิน สิ้นท่า
โดยคนที่ผมรัก
ด้ายบางๆที่เคยผูกอดีตที่สวยงามถูกตัดขาด สะบั้น
ออกจะฟังดูสลดไม่ใช่เล่น
ไม่มีอะไรสวยงาม ไม่มีคำใดจะหามาอธิบายความรู้สึกได้
หากคุณเคยโดนกดทับด้วยอะไรบางอย่างที่หนักอึ๊ง นั่นแหล่ะ
ผมเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อใช้คำ และให้คำเหล่านั้นแทนความรู้สึกคน
โดยเฉพาะนักเขียน อย่างเราๆ เราไม่โทษคำ เราควรขอบคุณมันซะมากกว่า
แม้แต่คำพูดแย่ๆของคน ที่เหมือนแผลที่กัดกร่อนเข้าไปในใจ ก็สามารถนำมาเป็นพลัง
เพื่อสร้างงานศิลปะ เพื่อสร้างความบันเทิงใจ ให้ผู้เสพงานได้ความรู้สึกประทับใจ
จากความข่มขื่นของเราได้เช่นกัน
แต่ยังไงก็ตาม จงรับมันให้ได้
"อยู่กับมันให้ได้"
พ่อสอนผมเสมอมา คำของพ่อทำให้ผมมีชีวิตต่อได้เสมอๆ
ผมรักพ่อครับ
ตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงผม : ทำไมมึงทำแบบนี้ล่ะ แบบนี้มันตัดเพื่อนกันเลยนะเว้ย ถึงมันจะเป็นคนแบบนั้นก็เถอะ มันก็เป็นเพื่อนเรานะ
นี่มึงกะจะไม่คุยกับมันตลอดไปเลยรึไง
G: กูอยากสอนให้มันรู้ว่าสิ่งที่มันทำแย่ๆทำตัวมันเอง กับพ่อแม่ของมัน เป็นสิ่งที่เสีย แน่นอนมันรู้ว่าสิ่งที่มันทำไช่สิ่งที่ดี
ดังนั้นกูให้มันสัญญากับกูว่า ถ้ามันยังทำตัวแบบนี้อีก กูจะไม่คุยกับมันตลอดไป
จนกว่าถึงถึงวันที่มันเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบที่มันสัญญากับกูได้ กูจะกลับมาคุยกับมัน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากูไม่รักมัน เป็นห่วงมัน ตัดขาดกัน เพียงแต่ กูไม่อยากเห็นมันเจ็บแบบนี้อีกด้วย
ผม : ทำไม?
G: มึงรู้มั้ย ถ้ามันทำตัวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนที่รักมัน ก็ต้องพลอยตีตัวห่างออกจากมันไป ทีละคนสองคนอยู่ดี
คือพูดง่ายๆ นิสัยแบบนี้ ทำให้เสียเพื่อน และกูจะเป็นเพื่อนคนแรกที่มันเสีย
คือ กูยอมเป็นตัวอย่างให้มันเห็นว่า ถ้ามันยังทำตัวแบบนี้ต่อไป ไม่ช้านาน ก็ต้องเสียคนที่มันรัก ไปอีก
ผม: มึงยอมเป็นตัวอย่าง..
G: ใช่ มึงอาจจะไม่ชอบวิธีการของกู แต่กูต้องทำแบบนี้
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวที่ผ่านมา ทำให้เพื่อนผู้หญิงของเราคนนั้นเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่มาก หรือแทบไม่เปลี่ยนไปเลย
เมื่อผมคุยกับเพื่อนผู้หญิงคนนั้น เธอแทบร้องไห้ กับเพื่อนชื่อ G สัญญาที่เธอยังทำมันไม่ได้ เป็นเครื่องตอกย้ำตัวเธอว่าต้องดีกว่านี้ ต้องดีกว่านี้
เป็นปมในใจเธอมาตลอด มันตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามีสิ่งที่เธอต้องทำ
ผมเอาใจช่วยเธอ
ทุกวันนี้ สองคนนี้เค้ายังไม่คุยกัน
ในตอนแรกผมไม่ชอบวิธีการของ G แต่ ยอมรับกันตรงๆว่า ตอนนี้ผมเอาวิธีการของG มาใช้กับคนอื่นเหมือนกัน
คนแบบผมและ G มีเยอะก็ไม่ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้
คนที่อยากให้คน "เปลี่ยนแปลง"
แต่ลึกๆเราทั้งคู่ไม่ได้เปลี่ยนไป
นักเขียน.. แล้วไงในที่สุดฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียน หนังสือเล่มแรกในชีวิตวางแผงแล้ว
นวนิยายสไตล์คอมมิค A Nightly Dream
-แต่ฉันไม่ได้โด่งดังอะไรหรอกนะ เป็นนักเขียนใช่ว่า จะไม่ต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา
ฉันก็ยังเหมือนเดิม เหมือนเดิม อาจจะต่างจากเดิมนิดหน่อย คือ ฉันไม่มีคนเดินร่วมทางเหมือนก่อน..
ถึงแม้จะได้ออกสื่อต่างๆมากกว่าเดิม ได้ลงหนังสือ แล้วไง.....
หลายคนปลาบปลื้มในตัวเรา ส่งเมลล์มาหา เอาหนังสือมาให้เซ็น
"พี่นี่เจ๋งจริงๆ .... โคตรเจ๋งเลย....
(ฉันอยากตะโกนใส่บ้องหูพวกแกดังๆ ว่า "กูไม่ได้เจ๋งอะไรขนาดนั้น คนที่เจ๋งเป้งขนาดนั้น ต้องกินข้าวคนเดียวในทุกๆมื้อแบบฉันรึยังไง!!! ....แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นว่ะ)
-ฉันก็ยัง ผิด หวัง เท่าเดิม เสียใจเท่าเดิม ร้องเพลงได้ห่วยเหมือนเดิม ไม่ได้เข้มแข็งขึ้น หรือว่าอ่อนแอลง
มันก็ยังเหมือนเดิม ใครว่านักเขียน เป็นผู้ไม่ทุรนทุรายต่อโลกมากนัก จัดการกับชีวิตได้ดี ฉันก็ยังตื่นสาย ทุรนทุรายเหมือนเดิม และยังจัดการหลายๆอย่างได้แย่เหมือนเดิม
"ถ้านายอยากมีใครซักคนดูแล นายต้องเริ่มจากดูแลตัวเองก่อน"
ขอบคุณเพื่อนเจี๊ยบ สำหรับคำนี้
ขอบคุณ
ไม่ต้องห่วง ฉันจะเริ่มดูแลตัวเอง ให้มากกว่าเดิม
แม่ครับ หวังว่าแม่คงรอได้ อีกไม่นานหรอก
สีปอนด์ 18/06/08
บุญๆทานๆการทำบุญทำทานคือสิ่งที่ดี ผู้ที่ให้บุญย่อมถูกตราว่าเป็นคนดีไปโดยปริยาย
การทำบุญในช่วงเทศกาลก็เป็นความน่ารักของคนดีๆ ทั้งหลายที่ออกมาร่วมป่าวประกาศว่าที่ทำนี่คือสิ่งที่ดี
...
แต่ด้วยความเป็นคนที่คิดมากเกินเหตุ ผมดันไปมองทะลุถึงการได้และการรับ และผลหลังจากบุญนั้น
ผมเชื่อว่ามีคนเฒ่า คนแก่ไม่น้อยที่เร่งทำบุญกันปาวๆ เพื่อให้ตัวเองได้ไปสวรรค์ในวันสิ้นลม
คนเหล่านั้นพร่ำสอนคนรุ่นหลังๆต่อๆมาว่าทำบุญให้มากๆ พอตายแล้วจะได้ไปสวรรค์....
จะเรียกว่าคนเราทำบุญหวังผลกันทั้งนั้นจะหยาบคายไปมั้ย แต่ผมเองก็เชื่อว่ามีอีกหลายคน
ที่ทำบุญโดยไม่ยึดว่านั่นคือบุญ และมีความคิดว่าตายไปก็คงได้ลงนรกก่อนสวรรค์อยู่แล้ว จะตามกระแสไปทำไม
....
อ่านมาถึงบรรทัดนี้อย่างมึงมองว่าผมเลวนะครับ ผมแค่คิดมากไป
แค่คิดว่าถึงวันๆ นึง อยากทำบุญโดยไม่รู้ตัวบ้าง (ที่ไม่คิดว่านั่นคือบุญ)
และไม่ต้องคิดกังวลว่าจะตกนรก หรือ ขึ้นสวรรค์
การทำบุญแบบไม่รู้ตัวสำหรับผมคือการบริจาคอะไรซักอย่าง ที่อาจไม่ใช่เงิน เช่นเสื้อผ้าเก่าๆ หนังสือที่อ่านจบแล้วให้รุ่นน้อง หรือ
แบ่งอาหารให้คนที่ไม่มีอันจะกิน
(ซึ่ง ถ้าได้เห็นหน้าคนรับยิ้มแย้มพออกพอใจ คงจะมีความสุขดีไม่น้อย และคิดว่าสบายใจยิ่งกว่าการทำบุญกับพระ)(ส่วนตัว)
เพราะพระไม่เคยยิ้มเลย เวลา บริจาคทรัพย์ (ส่วนตัวจริงๆๆๆๆ)
ไม่ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ไม่ต้องรอวันเทศกาล ไม่ต้องโอนเงิน เซ็นเอกสาร
และอีกแง่นึง ผมว่า บุคคลที่ทำงานเพื่อสร้างสรรค์ความคิดความอ่านของคนในสังคมฟรีๆ ให้หันมาใส่ใจสังคม ครอบครัว
นั่นก็คือบุญโดยไม่ตั้งใจที่น่าเอาเยี่ยงอย่างมาก
(เคยได้ยินคำสอนลอยแผ่วๆมาว่า สวรรค์ อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ) ดังนั้นคงไม่ผิดถ้าตายไปแล้วผมจะคิดว่าผมจะไม่มีทั้งนรก หรือ สวรรค์
เพราะอกและใจ คงมอดไหม้ กลายเป็นขี้เถ้าไปหมดแล้ว แล้วสวรรค์ นรก จะอยู่ที่ไหน (ที่แน่ๆถึงวันนั้นผมคงไม่ออกตามหาทั้งสองที่นี้แน่)
ว่าแล้วจะรออะไร บุญโดยไม่ตั้งใจ ทำได้ถมไป ง่ายๆ ไปต้องไปวัด ไปโบสถ์ สวดนู้นสวดนี่
ไม่ต้องกลัวจะตกนรกถ้าไม่ทำบุญในวันปีใหม่ หรือวันเกิด (ทำบุญเช้า เย็นดื่มเหล้า มีประโยชน์อะไร ว่าแต่มันหักล้างกันได้หรือ)
ทำเลย และสิ่งสำคัญที่สุด คือการหวังผลตอบแทน ที่ควรหวังว่าไม่หวังอะไรนอกจากความสบายใจจริงๆของตัวเอง
ไม่มีทั้งนรก และสวรรค์
จะกลัวอะไร ก็ตายเหมือนกันแหล่ะ
จะมัวแบ่งชนชั้นกันทำไมว่าใครอยู่ต่ำ อยู่สูง
ลองให้ เพราะอยากให้เค้าดู ให้คนที่ขาด ไม่ใช่คนที่มี
เติมในส่วนที่ยังไม่เต็มกันบ้างเถอะ
ปล. หวังว่าคงไม่ใช่คนเลวที่พิมพ์ออกมาแบบนี้
|
|
|